เบาหวานชนิดที่1 (Type 1 Diabetes)

Last updated: Mar 15, 2020  |  339 จำนวนผู้เข้าชม  |  บทความเรื่องสุขภาพ

เบาหวานชนิดที่1 (Type 1 Diabetes)

โรคเบาหวาน หนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักๆ คือ โรคเบาหวานชนิดที่ 1 และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลีน (Insulin) หรือผลิตได้ไม่เพียงพอ

ฮอร์โมนอินซูลีนทำหน้าที่ควบคุมปริมาณของน้ำตาลกลูโคสในเลือด โดยการช่วยให้ตับกล้ามเนื้อ และเซลล์ไขมันดูดซึมน้ำตาลเข้าไป เมื่อไม่สามารถนำน้ำตาลกลูโคสในเลือดไปใช้จึงเกิดการสะสม ส่งผลให้ค่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนส่งผลเสียต่อร่างกายตามมา ในบทความนี้ เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 คืออะไร แตกต่างจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อย่างไร

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 คืออะไร 

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เคยรู้จักในชื่อโรคเบาหวานชนิดที่ต้องใช้อินซูลิน (Insulin Dependent Diabetes) หรือ โรคเบาหวานในเด็ก (Juvenile Onset Diabetes) เนื่องจากมักพบในเด็ก พบได้ 5% ของผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งหมด อ้างอิงจากศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค (Centers for Disease Control and Prevention: CDC)

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดเมื่อร่างกายผลิตอินซูลินได้น้อยหรือไม่ได้เลย ถือเป็นความผิดปกติทางระบบภูมิคุ้มกัน หมายความว่า ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการทำงานที่ผิดพลาด เข้าโจมตีและทำลาย beta cells ของตับอ่อนที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลิน

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 กับชนิดที่ 2 แตกต่างกันอย่างไร

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 ตับอ่อนจะไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ ซึ่งเกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายนั้นเข้าโจมตีตับอ่อนและทำลายเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างอินซูลิน ในขณะที่เบาหวานชนิดที่ 2 ตับ กล้ามเนื้อ และเซลล์ไขมันไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลกลูโคสไม่สามารถเข้าสู่เซลล์เหล่านี้ได้ดีเท่าเดิม และไปสะสมอยู่ในกระแสเลือด

ในโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ตับอ่อนจะตอบสนองต่อระดับน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นด้วยการสร้างอินซูลินออกมามากขึ้น แต่ไม่สามารถสร้างออกมาได้มากพอที่จะจัดการกับระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดในช่วงที่สูงที่สุดได้ ซึ่งพบในช่วงหลังอาหาร

CDC กล่าวว่า โรคเบาหวานชนิดที่ 2 พบมากถึง 90-95% ของผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งหมด

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 1

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 1 แต่มีข้อสันนิษฐานว่า ผู้ป่วยโรคนี้อาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดการทำลาย Beta cell ของตับอ่อนซึ่งทำให้สูญเสียความสามารถในการผลิตอินซูลิน

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ที่เป็นไปได้ประกอบด้วย

• พันธุกรรม
• ประวัติครอบครัว
• ภาวะขาดวิตามินดี
• เริ่มดื่มนมวัวเร็วเกินไป
• โรคทางระบบภูมิคุ้มกันอื่นๆ เช่น โรคที่ต่อมไทรอยด์ Addison’s disease โรค Celiac และ Autoimmune gastritis
• มีการติดเชื้อไวรัสในช่วงวัยเด็ก
• การเริ่มอาหารประเภทซีเรียลและกลูเตนเร็ว ก่อน 4 เดือน หรือช้าหลัง 7 เดือนเกินไป
• ขณะคลอด มารดามีอายุมาก หรือมีภาวะครรภ์เป็นพิษ


จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1

ทุกคนสามารถเป็นโรคเบาหวานโดยที่ไม่รู้ตัวได้ เนื่องจากบางครั้งอาการแสดงไม่ชัดเจนโดยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 สามารถเกิดได้ทั้งแบบฉับพลันและแบบค่อยเป็นค่อยไป

เวลาที่ผู้ป่วยเพิ่งเริ่มเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 พวกเขามักจะมีอาการดังต่อไปนี้

• ปัสสาวะบ่อย เนื่องจากร่างกายพยายามกำจัดน้ำตาลกลูโคสส่วนเกินโดยการขับออกทางปัสสาวะ 

• ดื่มน้ำมากขึ้น เพื่อชดเชยสารน้ำที่เสียไปทางปัสสาวะ
• กินเยอะ เนื่องจากร่างกายต้องการพลังงานชดเชยพลังงานที่ไม่ได้รับจากน้ำตาล (ไม่สามารถดูดซึมน้ำตาลได้)
• น้ำหนักลด เนื่องจากร่างกายเริ่มนำไขมัน และกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงาน
• รู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา


เด็กผู้หญิงที่เป็นโรคเบาหวาน อาจมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อราที่ช่องคลอด ก่อนที่จะได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นโรคเบาหวาน


หากไม่สามารถสังเกตพบอาการเหล่านี้ และไม่ได้รับการรักษา จะมีการสะสมสารเคมีในเลือดที่ทำให้ร่างกายมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน มีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจและอาจหมดสติได้ แพทย์เรียกภาวะนี้ว่า ภาวะคิโตซิส Diabetic Ketoacidosis (DKA)

อย่ากังวลไป การเข้ารับการรักษา สามารถช่วยควบคุม หรือหยุดอาการเหล่านี้ได้ และลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาแทรกซ้อนในระยะยาว

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้จากการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด หากสงสัยว่า เป็นโรคเบาหวาน จะส่งตัวผู้ป่วยไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อ

การพยากรณ์โรคเบาหวานชนิที่ 1

โดยทั่วไป ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จะมีอายุขัยสั้นลง อ้างอิงจากการศึกษาในวารสารJournal of the American Medical Assocation (JAMA) ปี 2015 การศึกษานี้พบว่าผู้ชายที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จะมีอายุขัยสั้นกว่าผู้ชายที่ไม่ได้เป็นโรค 11 ปี และในผู้หญิงจะสั้นลง 13 ปี แต่การประมาณอายุขัยนั้นขึ้นอยู่กับการควบคุมระดับน้ำตาลและตัวโรค

นอกจากนี้ จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งได้รับการรักษาอย่างเข้มงวดเป็นเวลา 6.5 ปี จะสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อน และลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตโดยรวมได้

ความชุกของโรคเบาหวานชนิดที่ 1

สมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกามีการประมาณว่า ในปี 2012 ประชากรสหรัฐอเมริกาประมาณ 29.1 ล้านคน หรือคิดเป็น 9.3% ของประชากรทั้งหมดเป็นโรคเบาหวาน อย่างไรก็ตาม ในจำนวนนี้มีเพียง 1.25 ล้านคนที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1

การใช้ชีวิตร่วมกับโรคเบาหวานชนิดที่ 1

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จะต้องใส่ใจการรับประทานอาหาร และการใช้ชีวิตมากกว่าคนปกติทั่วไป ดังนี้

• ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดวันละหลายๆ ครั้ง
• ฉีดยาอินซูลินให้กับตัวเอง หรือใช้ปั๊มอินซูลิน
• รับประทานอาหารที่เหมาะสมและดีต่อสุขภาพ นับปริมาณน้ำตาลและแป้งในอาหารที่รับประทาน และระยะเวลาระหว่างมื้ออาหาร
• ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาล และป้องกันการเกิดปัญหาในระยะยาวเช่นโรคหัวใจ
• ติดตามกับแพทย์และทีมรักษาเป็นประจำ เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี และได้รับการรักษาสำหรับปัญหาที่เกิดขึ้น
• บางครั้งผู้ป่วยโรคเบาหวานอาจจะรู้สึกว่า ตัวเองแตกต่างจากคนอื่น เนื่องจากพวกเขาต้องฉีดยาอินซูลิน คิดเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองกิน และต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดทุกๆ วัน

ผู้ป่วยวัยรุ่นบางคนอาจจปฏิเสธว่า ตัวเองไม่ได้เป็นโรค พวกเขาอาจจะคิดว่า หากไม่สนใจมันก็โรคจะหายไปเอง อาจจะรู้สึกโกรธ เศร้า หรือรู้สึกว่า พ่อแม่เจ้ากี้เจ้าการกับการควบคุมโรคเบาหวาน

หากคุณเป็นโรคเบาหวาน มันเป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกว่า เหมือนโลกนั้นพลิกคว่ำ แต่อย่างน้อยทีมแพทย์นั้นสามารถให้คำตอบ และการสนับสนุนที่คนต้องการได้ อย่าลังเลที่จะถาม

นอกจากนั้น ควรขอความช่วยเหลือจากกลุ่มคนที่คุณสามารถพูดคุยแสดงความรู้สึกได้ และทำความเข้าใจว่าคนอื่นนั้นอยู่ร่วมกับโรคได้อย่างไร

โรคเบาหวานเป็นความท้าทายในชีวิต แต่วัยรุ่นที่เป็นโรคเบาหวานยังคงสามารถเล่นกีฬาท่องเที่ยว ออกเดท ไปโรงเรียนและทำงานได้เหมือนกับเพื่อนคนอื่น มีวัยรุ่นหลายพันคนที่เป็นโรคเบาหวาน ต่างก็ต้องเรียนรู้วิธีการอยู่ร่วมกับโรค และเผชิญกับปัญหาแบบเดียวกัน

credit : https://www.honestdocs.co/what-is-type-1-diabetes-2


ที่มาของข้อมูล

Bashina M and Maahs DM, Age at type 1 diabetes alone: a new risk factor and call for focused treatment (https://www.thelancet.com/journals/lancet/article/PIIS0140-6736(18)31811-7/fulltext)

Skyler JS et al., Differentiation of Diabetes by Pathophysiology, Natural History and Prognosis (https://diabetes.diabetesjournals.org/content/66/2/241)

Powered by MakeWebEasy.com